เกิดอะไรขึ้น
ระบบดูแลระยะยาวของเยอรมนี ซึ่งตั้งอยู่บนหลักประกันภาคบังคับและหลักการ 'ดูแลที่บ้านเป็นอันดับแรก' กำลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนัก เนื่องจากความต้องการเพิ่มขึ้นและต้นทุนพุ่งสูงขึ้น
จำนวนผู้รับการดูแลเพิ่มขึ้น 15% ในช่วงปี 2021 ถึง 2023 ขณะที่บุคลากรดูแลเพิ่มขึ้นเพียง 0.6% ส่งผลให้สถานดูแลผู้สูงอายุปิดตัวหรือล้มละลายไปถึง 1,264 แห่งในช่วงปี 2023-2024
รัฐบาลกำลังปฏิรูปประกันการดูแลเพื่อบรรเทาแรงกดดันดังกล่าว แต่ยอมรับว่าการสร้างสมดุลระหว่างค่าจ้างของแรงงานกับค่าใช้จ่ายของผู้ป่วยเป็นเรื่องยาก
เหตุใดจึงสำคัญ
โจทย์ยากนี้สะท้อนความท้าทายในการรักษาระบบดูแลผู้สูงอายุให้ยั่งยืนท่ามกลางสังคมสูงวัย โดยเยอรมนีคาดการณ์ว่าจำนวนผู้รับการดูแลจะเพิ่มขึ้นเป็น 7.5 ล้านคนภายในปี 2049 และอาจขาดแคลนแรงงานถึง 280,000 คน
ผลลัพธ์ของการปฏิรูปจะส่งผลกระทบต่อผู้คนหลายล้านคนที่พึ่งพาการดูแลที่บ้าน ซึ่งปัจจุบันครอบคลุมผู้รับการดูแลถึง 86% และอาจเป็นบทเรียนสำหรับสังคมสูงวัยอื่น ๆ ด้วย
ข้อเท็จจริงสำคัญ
ในปี 2023 เยอรมนีมีผู้รับการดูแลราว 5.7 ล้านคน โดย 86% ได้รับการดูแลที่บ้าน
ค่าใช้จ่ายด้านการดูแลแตะระดับ 8.24 หมื่นล้านยูโรในปี 2023 เพิ่มขึ้น 94.2% จากปี 2013
ระหว่างปี 2023 ถึง 2024 สถานดูแลผู้สูงอายุ 1,264 แห่งยื่นล้มละลายหรือปิดตัวลง
ภายในเดือนกรกฎาคม 2026 ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อเดือนที่ผู้พักอาศัยในบ้านพักคนชราต้องจ่ายเองในปีแรก คาดว่าจะอยู่ที่ 3,364 ยูโร เพิ่มขึ้น 256 ยูโรเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
สิ่งที่ต้องจับตาต่อไป
ร่างกฎหมายปฏิรูปของรัฐบาล ซึ่งรวมถึงความยืดหยุ่นในสิทธิประโยชน์การดูแลที่บ้านและการนำระบบดิจิทัลมาใช้ จะผ่านการอนุมัติและแก้ปัญหาการขาดแคลนบุคลากรได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่
เยอรมนีจะสามารถดึงดูดและฝึกอบรมบุคลากรดูแลให้เพียงพอต่อความต้องการที่คาดการณ์ไว้ได้หรือไม่ หรือช่องว่างจะยิ่งกว้างขึ้น
ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจะส่งผลต่อความสามารถในการจ่ายค่าดูแลของแต่ละบุคคล และความยั่งยืนของระบบประกันอย่างไร
