เกิดอะไรขึ้น
รายงานผลประกอบการครึ่งปีแสดงให้เห็นช่องว่างที่กว้างขึ้นระหว่างบริษัทลูกด้านบริหารความมั่งคั่งของธนาคารจีน จากข้อมูลที่เปิดเผย สถาบันสามอันดับแรกทั้งในแง่ขนาดสินทรัพย์ภายใต้การบริหารและกำไรสุทธิล้วนเป็นของธนาคารร่วมทุน ขณะที่บริษัทลูกของธนาคารรัฐวิสาหกิจใหญ่ทั้งหกแห่งกลับทำผลงานได้อ่อนแอกว่า
China Merchants Bank Wealth ครองอันดับหนึ่งด้วยขนาดสินทรัพย์ 2.74 ล้านล้านหยวน เพิ่มขึ้น 3.79% จากสิ้นปีก่อน ตามมาด้วย CITIC Bank Wealth ที่ 2.49 ล้านล้านหยวน และ Industrial Bank Wealth ที่ 2.28 ล้านล้านหยวน ส่วน Everbright Wealth เติบโต 8.05% และก้าวข้ามระดับ 2 ล้านล้านหยวนได้เป็นครั้งแรก ในทางกลับกัน Agricultural Bank Wealth และ ICBC Wealth หดตัวลง 7.40% และ 4.77% ตามลำดับ ทำให้หลุดจากกลุ่มที่มีสินทรัพย์เกิน 2 ล้านล้านหยวน โดยในบรรดาบริษัทลูกของธนาคารรัฐวิสาหกิจ มีเพียง China Post Bank Wealth เท่านั้นที่เติบโต โดยเพิ่มขึ้น 9.24% ขณะที่ Ping An Wealth และ Qingdao Bank Wealth ร่วงลงอย่างหนักถึง 10.42% และ 14.98%
ในด้านกำไรสุทธิ CITIC Bank Wealth พุ่งขึ้น 26.92% แตะ 1.518 พันล้านหยวน แซงหน้า China Merchants Bank Wealth ที่ทำได้ 1.513 พันล้านหยวน ส่วน Industrial Bank Wealth อยู่ที่ 1.315 พันล้านหยวน ขณะที่ ICBC Wealth และ CCB Wealth ต่างมีกำไรเกิน 1 พันล้านหยวน แต่ก็ยังตามหลังคู่แข่งธนาคารร่วมทุนหลายแห่ง ส่วน Agricultural Bank Wealth และ Bank of China Wealth ตามหลังอยู่มาก โดยกำไรสุทธิลดลงมากกว่า 20% เมื่อเทียบกับปีก่อน
ทำไมเรื่องนี้จึงสำคัญ
นักวิเคราะห์ระบุว่าความแตกต่างนี้เกิดจากรูปแบบธุรกิจที่ต่างกัน บริษัทลูกด้านบริหารความมั่งคั่งของธนาคารร่วมทุนมีแนวทางที่เน้นตลาดมากกว่า มีระบบจูงใจที่ยืดหยุ่นและยอมรับความเสี่ยงได้สูงกว่า ทำให้สามารถคว้าโอกาสในผลิตภัณฑ์ตราสารทุนและผลิตภัณฑ์ผสมได้ดี และสร้างรายได้ค่าธรรมเนียมได้มากขึ้น ขณะที่บริษัทลูกของธนาคารรัฐวิสาหกิจให้บริการลูกค้าที่เน้นความระมัดระวัง มุ่งเน้นการบริหารเงินสดและตราสารหนี้ ทำให้มีอัตรากำไรที่บางกว่า อีกทั้งยังถูกจำกัดด้วยกฎเกณฑ์เงินกองทุนใหม่และการทดแทนเงินฝาก
นักวิเคราะห์รายหนึ่งเน้นย้ำว่าขนาดและกำไรไม่ได้เป็นเครื่องยืนยันคุณภาพของผลิตภัณฑ์เสมอไป กำไรอาจได้รับแรงหนุนจากการกระจายต้นทุน หรือจากสัดส่วนผลิตภัณฑ์ที่มีค่าธรรมเนียมสูงที่มากขึ้น ซึ่งอย่างหลังนี้จะทำให้ต้นทุนการถือครองของนักลงทุนสูงขึ้นตามไปด้วย ขนาดสินทรัพย์เป็นสัญญาณที่มีประโยชน์ แต่ไม่เพียงพอในตัวมันเอง เพราะความแตกต่างระหว่างผลิตภัณฑ์ในสถาบันเดียวกันอาจมากกว่าความแตกต่างระหว่างสถาบันด้วยซ้ำ นักลงทุนจึงควรพิจารณาปัจจัยระดับผลิตภัณฑ์ เช่น ความมั่นคงในอดีต การควบคุมการขาดทุน ความโปร่งใสของสินทรัพย์ และค่าธรรมเนียม
ข้อเท็จจริงสำคัญ
จากข้อมูลที่เปิดเผย บริษัทลูกด้านบริหารความมั่งคั่งของธนาคารร่วมทุนครองตำแหน่งสามอันดับแรกทั้งในด้านขนาดสินทรัพย์ภายใต้การบริหารและกำไรสุทธิในช่วงครึ่งปีแรก
China Merchants Bank Wealth ครองอันดับหนึ่งด้านขนาดสินทรัพย์ภายใต้การบริหารที่ 2.74 ล้านล้านหยวน (+3.79%) ตามมาด้วย CITIC Bank Wealth ที่ 2.49 ล้านล้านหยวน และ Industrial Bank Wealth ที่ 2.28 ล้านล้านหยวน
Agricultural Bank Wealth และ ICBC Wealth มีขนาดสินทรัพย์ลดลง 7.40% และ 4.77% ตามลำดับ ทำให้หลุดจากกลุ่มที่มีสินทรัพย์เกิน 2 ล้านล้านหยวน ขณะที่ในบรรดาบริษัทลูกด้านบริหารความมั่งคั่งของธนาคารรัฐวิสาหกิจใหญ่ทั้งหกแห่ง มีเพียง China Post Bank Wealth เท่านั้นที่เติบโต โดยเพิ่มขึ้น 9.24%
สิ่งที่ต้องจับตาต่อไป
ยังคงมีข้อถกเถียงว่าช่องว่างด้านผลงานระหว่างผู้จัดการความมั่งคั่งของธนาคารรัฐวิสาหกิจและธนาคารร่วมทุนจะดำเนินต่อไปหรือไม่ นักวิเคราะห์รายหนึ่งมองว่าในระยะใกล้ยากที่จะเห็นการปรับตัวเข้าหากัน หรืออาจกว้างขึ้นไปอีก เนื่องจากบริษัทลูกของธนาคารรัฐวิสาหกิจปรับเปลี่ยนตัวเองได้ช้ากว่า ในขณะที่อีกรายหนึ่งกลับมองว่าช่องว่างนี้จะไม่ขยายตัวต่อไปเรื่อยๆ เพราะบริษัทลูกของธนาคารรัฐวิสาหกิจมีฐานเงินฝากขนาดใหญ่จากธนาคารแม่และมีความสามารถในการหาสินทรัพย์ที่แข็งแกร่งกว่า ขณะที่บริษัทลูกของธนาคารร่วมทุนต้องเผชิญกับความผันผวนของตลาดหุ้น
สำหรับนักลงทุน ตัวเลขขนาดสินทรัพย์และกำไรในภาพรวมอาจให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์น้อยกว่าตัวชี้วัดเฉพาะผลิตภัณฑ์ เช่น ระดับความเสี่ยง ขอบเขตการลงทุน ผลตอบแทนในอดีต การขาดทุนสูงสุด และโครงสร้างค่าธรรมเนียม
